Showing posts with label Mindset. Show all posts
Showing posts with label Mindset. Show all posts

Sunday, 27 August 2017

จำเป็นต้องฝึกฝน 10,000 ชั่วโมง เลยเหรอถึงจะเก่งขึ้นมาได้?

กฎ 10,000 ชั่วโมงกลายเป็นที่รู้จักจากหนังสือ Outliers ของ Malcolm Gladwell ที่อ้างอิงงานวิจัยของ Anders Ericsson ที่บอกว่า นักไวโอลินในโรงเรียนดนตรีชื่อดังที่ดูมีวี่แววจะขึ้นไปเป็นอันดับต้นๆ ของโลกได้เนี่ยต้องฝึกฝนมากว่า 10,000 ชั่วโมงกันทั้งนั้น แต่จริงหรือที่ว่าการทำอะไรซักอย่าง 10,000 ชั่วโมงแล้วจะทำให้เก่ง? ในหนังสือ Peak: Secrets from the New Science of Expertise ที่เขียนโดย Anders Ericsson นักวิจัยที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะนั้น ได้ออกมาเขียนแย้งเองเลยว่ากฎ 10,000 ชั่วโมงที่ว่านั้นอาจจะไม่จริงเสมอไปก็ได้ ตัวเลขหมื่นชั่วโมงนั้นอาจจะมีหรือไม่มีความหมายอะไรก็ได้เช่นกันถ้าฝึกไม่ถูกวิธี เพราะฉะนั้นมาลองดูกันดีกว่า ว่าวิธีการฝึกฝนที่ดีต้องมีส่วนประกอบอะไรกันบ้าง สามระดับของการฝึกฝน จากหนังสือเรื่อง Peak: Secrets from the New Science of Expertise โดย Anders Ericsson

Credit: Page One Thing at a Time





















Wednesday, 9 August 2017

ข้อคิดที่ควรจำจากหนังสือเปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี (The Millionaire Fastlane)

ข้อคิดที่ควรจำจากหนังสือเปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี (The Millionaire Fastlane)

.
1.รวยเร็วนั้นมีอยู่จริง รวยช้าก็มีอยู่จริงเช่นกัน
2.ทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ ก็จะได้ผลลัพธ์เดิม ถ้าทำแล้วยังไม่รวยขึ้นให้หยุด แล้วเปลี่ยนแนวทางโดยด่วน
3.หนทางสู่ความร่ำรวยช้า เป็นสิ่งที่ทำให้เวลาของคุณสูญสิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์
4.ความร่ำรวยไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่เป็นกระบวนการ
5.คุณเห็นความร่ำรวยของคนอื่น แต่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังต้องทุ่มเทเพียงใด
6.ทุกคนมีเหตุผลมากมายที่คิดว่าตัวเองควรจะร่ำรวย แต่น้อยคนที่จะทุ่มเทเพื่อสิ่งนี้
7.การประหยัดเงินไม่ทำให้คุณร่ำรวย
8.หนทางที่ 1 ใช้เงินเกินตัว ท้ายที่สุดจะยากจน
9.หนทางที่ 2 เก็บเงินเพื่ออนาคต ทำงานเพื่อคนอื่น ท้ายที่สุดจะเป็นคนธรรมดา
10.หนทางที่ 3 ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อสิ่งที่คนอื่นให้คุณค่า ทำธุรกิจของตนเอง ท้ายที่สุดจะร่ำรวย
11.ความร่ำรวยไม่ได้หมายถึงเงินทองแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสุขภาพ ครอบครัวที่ดีเช่นกัน
12.ความร่ำรวยเหมือนการเล่นฟิตเนส คุณต้องทุ่มเททำงานหนักอย่างสม่ำเสมอ
13.คุณเป็นลูกจ้างที่ทำงานอย่างหนัก อาจได้เป็นหัวหน้าที่ทำงานหนักมากขึ้น
14.หนทางสู่ความร่ำรวยที่ช้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง หวังว่าหุ้นจะขึ้น หวังว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อคุณไม่สามารถควบคุมได้ คุณก็ไม่สามารถร่ำรวยได้
15.พวกกูรูที่ปรึกษา ที่ได้เงินจากการให้คำปรึกษาแก่คุณ จงระวังไว้ให้ดี
16.จงสร้างกระแสรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จำกัดค่าใช้จ่าย
17.จงรับผิดชอบตนเอง ไม่ใช่แค่เพียงรับผิดต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ทำให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก
18.คุณต้องมีตัวเลขรายได้ในใจว่าต้องการเงินเท่าไหร่
19.ความหลงใหลจำเป็นต่อการทำงานหนัก เพราะความหลงใหลจะทำให้คุณไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
20.เรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดยั้ง
21.ทำในสิ่งที่คนอื่นให้คุณค่า แล้วเงินทองจะไหลมาเทมา
22.คนรวยสร้างสินทรัพย์ คนจนครอบครองหนี้สิน
23.หลีกหนีการแข่งขันไม่ได้ เช่นนั้นจงเป็นผู้ชนะ โดยการทำให้ดีกว่า
24.หยุดวิ่งตามเงิน แต่จงหาความต้องการของคนอื่นให้เจอ
25.ธุรกิจของคุณมีคุณค่าอย่างไรกับผู้อื่น
26.อยากมั่งคั่งร่ำรวย จงสร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมา หาใช่การเป็นลูกจ้างทำงานเพื่อคนอื่น
27.คุณต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ เพื่อสร้างความแตกต่างขึ้นมาในชีวิต
28.อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง และความท้าทาย ความร่ำรวยมักซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านี้
29.อยากสร้างเงินล้าน ต้องสร้างอะไรที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนนับล้าน
30.อ่านจบแล้วจงลงมือทำ อย่าให้ความรู้ที่ได้รับมาสูญเสียไปเหมือนหนังสือเล่มก่อน
Credit: บรม สุภาวรีกุล - ผู้บริหารทีมขายสินค้าเวชภัณฑ์ให้บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ นักคิด และนักถ่ายทอดความรู้ผ่านโลกออนไลน์ - นักเขียนประจำเว็บไซต์ Leader Wings




Credit: Page:Lnw Investment 
https://www.facebook.com/Lnw-Investment-1493125687377341/

Friday, 28 July 2017

แข่งกับตัวเอง โฟกัสอยู่กับตัวเอง :)

เวลาที่เห็นคนนั้นได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ พอร์ตโตเท่านั้นเท่านี้ แล้วเรายังไปไม่ถึงไหน มันมักจะมีความรู้สึกอิจฉาซึ่งจะกระตุ้นให้เรายิ่งศึกษายิ่งเรียนรู้มากขึ้น อันนี้มันก็ดีอยู่นะ แต่ว่าการที่รีบเกินไปเร่งตัวเองเกินไป เอาวิธีที่คนนั้นใช้คนนี้ใช้มาใช้มันก็อาจจะทำให้เรามั่วกว่าเดิมก็ได้คือเหมือนไปเร่งตัวเองจนเสียจังหวะ 
.
คือบางทีความทุกข์มันก็มาจากการที่เราไปเสือกเรื่องของคนอื่นมากไป ยึดติดกับความสำเร็จของคนอื่นมากไป(เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเค้า) เอาชีวิตไปยึดติดกับความสำเร็จมากเกินไป จนเราเองรู้สึกอิจฉารู้สึกอยากทำได้แบบนั้นบ้างจนเกิดความทุกข์ โดยที่เราไม่ได้สนใจตัวเองเลยหรือยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ
.
สุดท้ายแล้วเราต้องกลับมาโฟกัสกับตัวเอง แข่งกับตัวเอง รู้จักตัวเองให้ดีก่อนว่าเป้าหมายในชีวิตเราคืออะไร เราต้องการอะไร อยากได้ชีวิตแบบไหน วางเป้าหมายแล้วมาดูสิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้ว่าเราสมควรได้รับมันมั้ย โดยที่ไม่ต้องไปเสือกเรื่องของคนอื่นมาก และเรื่องอื่นๆที่ไร้สาระที่ไปเสพแล้วเสียเวลาชีวิต เพราะเวลาในชีวิตมันมีอยู่จำกัด อย่าไปเสพ Negative mind เสพสิ่งที่มันPositive mind อยากมีชีวิตยังไงเราเลือกได้
.
สรุปท้ายที่สุด สุดท้าย ก็คือ เสือกเรื่องของคนอื่นให้น้อย ปล่อยวางไปบ้าง แล้วเสือกเรื่องของตัวเองให้เยอะๆเข้าไว้ โฟกัสอยู่กับตัวเอง แข่งขันกับตัวเอง(ไม่เอาเปรียบเทียบกับใคร) ค่อยๆไปเรื่อยๆอย่าไปเร่งตัวเองเดี๋ยวจะเสียจังหวะ 
.
ฝึกฝนพัฒนาทักษะทุกวันไม่ต้องมากมายแต่ขอให้มากกว่าเมื่อวาน :)
,
,
,
จัส 
28 กรกฎาคม 2560 16:09

Saturday, 8 July 2017

ข้อคิดที่ได้จาก Live พี่ Beer Survivortrade

หุ้นที่ขึ้นวันนี้ คือหน้าเทรดของในวันข้างหน้าคืออะไรหว่า???
5 กรกฎาคม 2560 22:58น.
เราจะทำยังไงให้ไปอยู่ในหุ้นที่มันวิ่งได้?
สิ่งที่เราเจอเอามาทำการบ้าน ดูว่ารูปแบบนี้มันเกิดขึ้นครั้งแรก พรุ่งนี้เราทำอีก ถ้าทำแล้วเจอ pattern รูปแบบเดิมๆเราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันอาจจะเป็นลักษณะเดียวกัน
สังเกต pattern แล้วกำหนดเงื่อนไขที่จะนำไปใช้เป็นหน้าเทรด สิ่งพวกนี้เป็นความรู้ที่มาจากประสบการณ์ของเรา แล้วก็เอาประสบการณ์ของเราไป back test ไปหาความเชื่อมโยงของหุ้นที่เกี่ยวข้องกัน แล้วก็เอาไปวิเคราะห์แล้วตกตะกอนมาเป็นTrade setup ของเรา แล้วเราก็เอาไปใช้เทรดจริง
เราจะนำรูปแบบนั้นๆมาใช้ได้ จนกว่ามันจะ "เกิดซ้ำๆ" ของรูปแบบนั้น อย่างเช่น20ครั้ง มันเกิดซ้ำแบบนี้18ครั้ง ก็เอาไปกำหนดเป็นTrade setup ได้เลย มาจากการสังเกตของเราเอง เป็นTrade setupใหม่ ที่กำหนดขึ้นมาโดยตัวเราเอง องค์ความรู้ตรงนี้มันจะเกิดมาจากตัวของเราเอง
องค์ความรู้ที่เราศึกษามา เราต้องเข้าใจแก่นของมันก่อน
คนที่เป็นDaytrade และพลาด ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจาก  Trade setup แต่เกิดจากสิ่งที่คุณรอไม่เป็น รอให้เกิด pattern ซ้ำๆ ที่เราถนัดไม่ได้ รอให้มันเกิดองค์ประกอบ/เงื่อนไข ครบไม่ได้ เช่น มี5องค์ประกอบที่จะเข้า ถึงแค่2องค์ประกอบ กูล่อก่อนเลย
ตอนที่คุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณทำงาน30วัน ออกจากบ้าน6โมง เพื่อมาทำงาน9โมง กลับบ้าน6โมงไปแย่งกันกลับบ้านอีก เจอนั้นเจอนี่ 30วัน  เพื่อรอเงินเดือน 1เดือนให้คุณ แต่พอมาเทรดหุ้น รอให้เกิดpatternแบบนี้ไม่ได้ ถ้าเกิดpatternแบบนี้เราจะได้เงินต้องท่องไว้แบบนี้ "pattern แบบนี้มา กูได้ตังแน่นอน" จดไว้ ถ้าเกิดไม่ครบก็ไม่ต้องเข้า เข้าทำเหี้ยไรเข้าแล้วเสียเงินก็ไม่ต้องเข้า
เพราะฉะนั้นมันวัดกันตรงวินัยและการรอคอยในจังหวะที่มันใช่สำหรับเรา ถ้ามันเกิดก็ซื้อ ถ้ามันไม่ไปก็ขาย แต่ถ้าเกิดแล้วมันเกิดซ้ำ10ที กูมั่นใจว่ามึงมีโอกาสมาแน่นอน ซื้อเยอะไปเลย แต่ต้องมี stop เสมอเพราะมันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้
การที่เราจะอยู่ในทุกๆตลาดได้ เราต้องมี ความรู้, ประสบการณ์, เงินทุน, บวกกับวินัยและการรอคอยรูปแบบที่เราถนัดให้ได้ ถ้าคุณรอได้คุณก็มีโอกาสจะชนะ ต้องกำหนด conditionและหน้าเทรดให้ชัดเจน
สุดท้ายแล้วเราจะมาติดอยู่กับสิ่งที่มันแทงกับตัวเรา อย่างเช่นpattern ที่ทำการบ้านไว้กำหนด5ครั้ง มันเกิด5ครั้ง พอถึงเวลามาลงสนามจริงกูไม่กล้าวะมันไม่มี bidเลย กูกลัว คำว่า"กูกลัว" มันไม่ได้มีอยู่ในแผนเลย ในแผนมันมีแค่ 1 2 3 4 5 แต่มันไม่มีคำว่ากูกลัว
ความกลัวกับความอยาก(เห็นหุ้นวิ่งในticker) มันคืออารมณ์ ซึ่งไม่มีเหตุผลเลย ซึ่งทั้ง2อย่างนี้มันไม่มีอยู่ในแผนเลย
พี่เบียร์: ผมไม่เคยยอมแพ้ให้ตลาด เพราะผมจะไม่แพ้ ผมไม่รู้จะพูดว่าไง ผมไม่มั่นใจผมก็จะไม่ลงตัง ตังผมก็ไม่แพ้ ตังกูอยู่ในกระเป๋า มึงก็เอาตังกุไปไม่ได้ เก็บความรู้ ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และ******ทุนต้องไม่หาย เราจะรู้ว่าข้อจำกัด จุดอ่อนของเราคืออะไร แล้วเราก็แก้ไขตรงนั้น
การเทรดหุ้นมันก็เหมือนกับกีฬาอย่างนึง มันคือการใช้ skill อย่างนึง ทักษะในการซื้อ/ขาย ถ้าคุณฝึกจนชำนาญ ทักษะนี้มันจะไม่มีวันลืม มันอาจจะใช้เวลาปัดสนิมนิดหน่อยแต่มันก็ยังอยู่กับตัวคุณ
ไม่ต้องรีบร้อนที่จะทำกำไรจากตลาด คุณต้องจัดการกับตัวคุณเองก่อนในเรื่องของความรู้ ประสบการณ์ การควบคุมตัวเอง แล้วทุกอย่างมันจะเป็นอัตโนมัติในการจะเข้า จะขาย จะcut loss


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ motivated pictures

Saturday, 1 July 2017

ครึ่งทางปี 2560

ผ่านไปแล้วครึ่งทางปี 2560...
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ได้เรียนรู้อะไรไปมากมายตลอดเส้นทาง ทำได้บ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผมโตขึ้นทุกๆวัน
ได้ซึมซับ mindset ของการRun trend มาพอสมควร mindset ของการRun trend ที่ผมเข้าใจนั้นมีแค่ ทำการบ้านให้เยอะๆ แผนต้องชัดเจน ส่วนกำไรแล้วแต่ตลาดจะให้ประโยคนี้ผมซึมซับมาจากพี่รักษ์ตอนแรกผมไม่เชื่อ เพราะผมไม่เคยrun trendได้เลย จนกระทั่งมาrun ORIได้ ทำให้ผมเข้าใจการRun trendมากขึ้น คือต้องทนตอนมันย่อให้ได้ มันขึ้นมามันก็ต้องมีย่อบ้างเป็นธรรมดา 
กราฟราคาและvol. จะแสดงให้เราเห็นถึงทิศทางและพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนในการถือมันไป ก่อนจะซื้ออย่างน้อยก็ควรรู้ว่าบริษัทผลการดำเนินงานเป็นไง มีกำไรมั้ย? รายได้ กำไรโตขึ้นมั้ย? บริษัททำอะไรค้าขายอะไร? ปัจจัยที่จะมาทำให้บริษัทโตคืออะไร(ตรงนี้หาค่อนข้างยากมากๆ จะรู้ตัวกระตุ้นได้ เราต้องเข้าใจธุรกิจมันจริงๆ)?
การRun trendที่ดีควรนึกถึงสภาวะตลาดโดยรวมด้วย เหมือนกับMentos gameที่พี่รักษ์สอน ภาวะตลาดที่เล่นแล้วเสียเปรียบ(ขาลง)หรือไม่แน่นอน ถ้าอยากจะเสี่ยงเล่นก็ควรเล่นแบบวางเงินน้อยๆหรือถ้าไม่เล่นเลยดีที่สุด(เล่นแล้วมีโอกาสแพ้เยอะจะเข้าไปเล่นทำไม?) ระหว่างนั้นนี้ทำการบ้านให้เยอะๆเพื่อรอเล่นในตอนที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือเล่นในตอนที่เรารู้สึกมั่นใจ(มั่นใจจากการทำการบ้าน ไม่ใช่มั่นใจจากความรู้สึกหรือโลภ) พอถึงตอนนั้นต้องกล้าอัด

ในส่วนของการ Daytrade นั้น Hit rateก็ยังแย่เหมือนเดิม ผมก็ยังติดนิสัยเดิมคือชอบไปเล่นหน้างาน คือดูTickerแล้วเข้าไปซื้อ ส่วนใหญ่ตอนที่เราเห็นมันรัวๆในticker จะเป็นจังหวะที่มันไล่ราคาซะมากกว่าคือเข้าไปเล่นก็เสียเปรียบ เพราะไม่รู้ไม่เห็นกราฟของมันและไม่รู้ stop lossที่แน่นอน ได้มีโอกาสเข้าไปใช้สิทธิ One day pass ที่ Supertrader Republic ได้เข้าไปฟังพี่ซันบรีฟและเห็นการทำการบ้านของพี่ซัน ก็ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆมาประยุกต์ผสมผสานมากขึ้น ซึ่งจะนำไปลองปรับใช้ดูในครึ่งปีหลัง
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการdaytradeในครึ่งปีนี้คือ 1. ควรวางMoney management ให้เหมาะกับลักษณะนิสัยของหุ้นแต่ละตัว(จะรู้ได้จากการสังเกตและประสบการณ์) 2. ถ้าเข้าไม่ทันอย่าเข้าไปไล่ราคาเด็ดขาด !!! หาตัวใหม่อย่าไปยึดติดกับมันปล่อยผ่านไปเลย ค่อยมาเล่นอีกทีตอนมันย่อรอยิงรอบสอง 3. จุดที่เข้าควรเป็นจุดที่มันเตรียมวิ่ง ไม่ใช่วิ่งแล้วค่อยเข้าไป(ไล่ราคา) 4. พยายามเล่นในจุดที่ได้เปรียบ อย่างเช่น ไปเปิดดูกราฟเห็นว่ามันกำลังอยู่ใกล้ๆเป้าfibo 61.8 ก็อย่าไปเล่นเลยแบบนี้เสียเปรียบเพราะมีโอกาสเป็นแนวต้านที่ผ่านยาก 5. อารมณ์ระหว่างวันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่สังเกตตัวเองถ้าวันไหนรู้สึกสดชื่น, happy, motivated วันนั้นจะเทรดได้ค่อนข้างดีเลย ดังนั้นไม่ควรฝืนเทรดตอนmindsetเสีย ปิดจอแล้วไปหาอย่างอื่นทำดีที่สุด 6. ถ้าทำการบ้านมาดีและมีแผนรู้stop loss เราจะมีกรอบของการเล่นที่ชัดเจน

ในปัจจุบันทุกคนสามารถดูกราฟได้เหมือนกันหมดทุกคน มีระบบต่างๆ การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่อย่างว่าที่นี่คือตลาดหุ้นเป็นที่ๆ100คน 100ความคิดจริงๆ ไม่มีระบบไหนได้เปรียบกว่าใครหรอก สุดท้ายมันมาวัดกันที่คุณเข้าใจระบบของคุณดีแค่ไหนและใช้มันได้คมแค่ไหน

สุดท้ายแล้วเราต้องเข้าใจระบบที่เราใช้อย่างถ่องแท้ว่ามันถูกกับจริตเรามั้ย และฝึกระบบนั้นให้คมตลอดเวลาทุกๆวัน หยุดเมื่อไหร่ก็ขึ้นสนิม JJJ